เปิดประเทศเศรษฐกิจอาเซียน


ผ่านมาได้ 2 เดือนกว่าสำหรับปีแพะ คนทั่วโลกรู้กันดีว่าเศรษฐกิจใหญ่เบอร์ 1 ของโลก คือ สหรัฐฯ ฟื้นตัวดีวันดีขึ้น นั่นคือโอกาสทองที่ต้องเร่งขายสินค้าจากทั่วโลกเข้าไปในตลาดที่กล้าจ่าย กล้าซื้อ ทั่วโลกรีบอัดฉีดส่งออก ทั่วโลกรีบเจรจาเปิดการค้าเสรีที่คั่งค้าง ทั่วโลกรีบขับเคลื่อนแผนสร้างเศรษฐกิจให้แข็งแกร่งอีก 10 หรือ 20 ปีข้างหน้า พูดง่ายๆ ทั่วโลกเปิดเมือง เปิดประเทศ เปิดโอกาสทองเศรษฐกิจ

ผมเริ่มต้นที่แดนเสือเหลือง มาเลเซีย วางเป้าหมายสู่เป้าหมายประเทศพัฒนาแล้วภายในปี 2020 รัฐบาลมาเลเซียชุดปัจจุบัน ตั้งเป้าชัดเจนว่า ภายในอีก 5 ปีข้างหน้า คนในประเทศจะต้องมีรายได้ต่อหัวต่อปีอยู่ที่ 15,000 เหรียญสหรัฐฯ หรือเกือบ 5 แสนบาท ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่ธนาคารโลกกำหนดไว้สำหรับประเทศที่มีรายได้ต่อหัวขั้นสูง ซึ่งหมายความว่า มาเลเซียต้องมีอัตราการเติบโตของรายได้ประชาชาติกว่า 6% ต่อปี จากปัจจุบันมีอัตราการเติบโตของรายได้ 3% ต่อปี ทุกวันนี้ มาเลเซียเริ่มเดินเข้าสู่เป้าหมาย เมื่อรายได้ประชาชาติที่สูงเป็นประวัติการณ์ในปีเพิ่งผ่านไปที่ 207 พันล้านริงกิต หรือราว 1.9 ล้านล้านบาท และมีการขยายตัวสูงถึง 49% ในระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา การลงทุนภาคเอกชนที่ปรับตัวสูงขึ้น และอัตราการขยายตัวต่อปี เพิ่มขึ้นจาก 6.7% ต่อปี ในช่วงปี 2000–2010 มาเป็น 22% ในปี 2556 การบริโภคภาคครัวเรือนของคนมาเลเซียเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง พูดง่ายๆ คนกล้าใช้จ่ายเป็น ทำให้อัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 7.7% ในปีที่แล้ว ซึ่งการบริโภคภาคครัวเรือนของมาเลเซียมีน้ำหนักมากถึง 50.7% ของมูลค่าเศรษฐกิจมาเลเซีย ด้านเกษตรก็อยู่ในแผนก้าวสู่ปีที่ 2020 ด้วยการมุ่งสู่ความเป็นผู้นำอุตสาหกรรมยางพาราแบบครบวงจร และเตรียมพร้อมสู่การเป็นศูนย์กลางการซื้อขายยางพาราของโลก

มาถึงประเทศฟิลิปปินส์ รัฐบาลชุดปัจจุบันชูการขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งประเทศในระยะยาว ด้วยแนวคิดศูนย์กลางการศึกษานานาชาติในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ฟิลิปปินส์ เริ่มผลักดันตั้งแต่ ปี 2543 หวังสนับสนุนให้ประเทศเป็นศูนย์กลางการศึกษาแห่งภูมิภาคเอเชีย หรือ Education Center in Asia ใช้มาตรการตั้งแต่ระยะสั้นถึงระยะยาว เช่น อำนวยความสะดวกในการออกวีซ่าให้นักเรียนต่างชาติเพิ่มมากขึ้น สะท้อนได้จากสถิติตัวเลขนักเรียนต่างชาติที่แห่แหนกันเข้ามาเรียนในประเทศในหลากหลายแขนง โดยเฉพาะการเรียนภาษาอังกฤษ มียอดนักศึกษาต่างชาติมากกว่า 6 หมื่นคน มีการจัดตั้งสถาบันการศึกษามากกว่า 2,100 แห่ง ทั้งที่เป็นของภาครัฐและเอกชน ถามว่าจุดเด่นที่ดึงดูดของฟิลิปปินส์คืออะไร การมีหลักสูตรให้เลือกหลายหลักสูตรที่ผ่านการจัดตั้งโครงการแลกเปลี่ยน หรือ Exchange Program กับสถาบันการศึกษาในชาติตะวันตกที่มากที่สุดแห่งหนึ่งในอาเซียน นอกจากนี้ ยังมีข้อได้เปรียบ เช่น นโยบายมุ่งให้ความมีมิตรไมตรีและความสะดวกต่างๆ ให้กับต่างชาติที่จะเข้าฟิลิปปินส์ เรื่องค่าครองชีพ และค่าเรียนก็อยู่ในระดับที่ไม่แพง เมื่อเทียบกับหลายๆ ชาติในภูมิภาคอาเซียน

ปิดท้ายกับประเทศสิงคโปร์ ประเทศเล็กๆ ที่วันนี้แทบเรียกได้ว่าเสมือนเมืองหลวงอาเซียนไปแล้ว และมีความพร้อมมากสุดในการก้าวสู่เออีซี ขณะเดียวกัน ยังรักษาขีดความสามารถการแข่งขันระดับเศรษฐกิจโลกอย่างยั่งยืนได้อีก รัฐบาลชุดปัจจุบันของสิงคโปร์ มองไกลไปมากกว่าที่เห็น และก้าวข้ามกว่าชาติต่างๆ ในอาเซียน โดยมุ่งเป็นศูนย์กลางของโลกด้านเครือข่ายเอฟทีเอ เพื่อทำให้การค้าการลงทุนของสิงคโปร์เฟื่องฟูขึ้นอีก จะเห็นได้จากเว็บไซต์ของกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมของสิงคโปร์ที่ชูยุทธศาสตร์ความเป็น "FTA Networks" เพื่อดึงดูดการลงทุน และสนับสนุนการใช้ประโยชน์จากข้อตกลงให้เต็มที่ ปัจจุบันสิงคโปร์เป็นประเทศทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) ครอบคลุมแทบทุกทวีปในโลก

ผมคงไม่ต้องพูดถึงว่า หากมีประเทศใดประเทศหนึ่งที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่โตอันดับ 2 ในอาเซียน แต่เงินลงทุนต่างชาติไหลเข้าน้อยที่สุดในอาเซียน! หากมีเมืองหลวงที่มีเสน่ห์ทางเศรษฐกิจการท่องเที่ยว ที่อยากจะดึงคนต่างชาติมาให้ได้ 29 ล้านคน แต่ปัญหาเอารัดเอาเปรียบไปจนถึงทำร้ายร่างกายคนต่างชาติยังมีให้เห็น! หากประเทศที่ได้รับการจัดว่าเป็นประเทศที่มีความสุขเศรษฐกิจอันดับ 1 ของโลกเพียงเพราะอัตราว่างงานต่ำสุด แต่หนี้สาธารณะยันหนี้ครัวเรือนยังไม่มีแนวโน้มจะลดลงได้! อนาคตของลูกหลานคนไทยอีกจำนวนมหาศาล จะเปิดประเทศเศรษฐกิจที่ว่าได้ราบรื่นแค่ไหน? ใครจะตอบ?

.........................................
ที่มา  : http://www.thairath.co.th/eco

0 comments:

แสดงความคิดเห็น