กลาโหมเลื่อนตั้งนิคมฯกำจักกาก

ทหารถอยขอถอนทำนิคมฯกำจัดกาก หวั่นกระทบภาพลักษณ์ ขอศึกษาอีกรอบ อุตฯ เล็งดึงเอกชนที่พร้อมเสียบแทน ด้าน "จักรมณฑ์" ดันแผนกำจัด5ปีเข้าครม.

รายงานข่าวจากกระทรวงอุตสาหกรรมเปิด เผยว่า กระทรวงกลาโหม ได้แจ้งกระทรวงอุต ฯขอเลื่อนการลงนามความร่วมมือตั้งนิคมอุตสาหกรรมบริหารจัดการกากอุตสาหกรรมระหว่างการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กนอ.) , กรมโรงงานอุตสาหกรรม(กรอ.)และและกรมการอุตสาหกรรมทหาร ออกไปก่อนเนื่องจากต้องการพิจารณารายละเอียดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างละเอียด เพราะเกรงว่าอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ ดังนั้นกระทรวงอุตฯ จึงได้แต่งตั้งคณะทำงาน เพื่อเข้าไปชี้แจงรายละเอียดกับกระทรวงกลาโหมอีกครั้ง

นอกจากนี้อยู่ระหว่างการศึกษาหากพบว่าเอกชนสนใจลงทุนจะตั้งนิคมฯ กำจัดกากาเองเพราะมีกฎข้อบังคับให้ผู้ประกอบการนำกากเข้าระบบมากขึ้นก็อาจให้เอกชนดำเนินการได้เช่นกัน เนื่องจากปัญหาใหญ่ตอนนี้คือ การลงทุนทำนิคมฯต้องใช้มูลค่าสูงมาก แต่ถ้าไม่มีกากเข้ามากำจัดก็จะไม่คุ้มค่าภาครัฐจึงต้องนำร่องให้ก่อน

“ตอนนี้กระทรวงกลาโหมได้ขอชะลอแผนการลงนามเอ็มโอยูการตั้งนิคมกากฯ ออกไปก่อน โดยต้องการให้กระทรวงอุตฯเข้าไปชี้แจงรายละเอียดอีกครั้ง ซึ่งทางกระทรวงฯจะตั้งคณะทำงานเข้าไปชี้แจงถึงความจำเป็นในการต้องใช้พื้นที่ทหาร และประโยชน์ของการตั้งนิคมฯแต่การลงนามเอ็มโอยูระหว่างกระทรวงอุตฯ และกระทรวงกลาโหมอีก 2 ฉบับ ยังดำเนินต่อไปภายในเดือนนี้คือความร่วมมือการนำทรัพยากรแร่ในเขตพื้นที่ทหารมาใช้ประโยชน์ระหว่างกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่และกรมการอุตสาหกรรมทหาร, ความร่วมมือการตั้งนิคมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศระหว่างกนอ. และกรมการอุตสาหกรรมทหาร”

นายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่าได้ตั้งเป้าหมายให้กากอุตสาหกรรมอันตรายเข้าสู่ระบบเพิ่มเป็น 1.5 ล้านตัน จากปัจจุบันไทยมีกากอุตสาหกรรมอันตราย 3.35 ล้านตัน แต่ปี 57 มีการจัดการอย่างถูกต้องเพียง 1 ล้านตันเท่านั้น โดยเดือนมี.ค.นี้จะเสนอแผนจัดการกากอุตสาหกรรมในระยะ 5 ปี (58-62) เข้าสู่ที่ประชุมครม.เพื่อกำจัดกากเข้าระบบให้ได้ตามเป้าหมายเช่น การบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมติดตามการต่ออายุใบอนุญาตโรงงานที่ขาดการจัดการกากอุตสาหกรรมรวมทั้งพัฒนาระบบติดตามการขนส่งกากอันตรายให้สมบูรณ์ , การปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย เข้มงวดกับผู้ฝ่าฝืนการอำนวยความสะดวกกับผู้ปฎิบัติตาม
...................................
ที่มา  :   dailynews.co.th

0 comments:

แสดงความคิดเห็น