แค้นพี่ชายหนัก!! พ่อแม่เสีย พี่ชายกลับทิ้งให้ไปอยู่กับป้า ล้มทั้งยืนเมื่อพบความจริง ใครก็แทบน้ำตาไหล!!??


อ่านต่อ
พี่ชายของเธอดึงผ้าห่มออกจากร่าง จากนั้นก็ใช้2มือจับไปที่บ่าของน้องสาว
“แม่ตายแล้ว จะไปหาแม่ได้ยังไง? พ่อกับแม่ตายแล้ว พ่อกับแม่ไม่กลับมาแล้วๆ”
พี่ชายพูดเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ ดังจนเธอกลัวและหยุดชะงักไปเลย
เธอเข้าใจในทันทีว่า คำว่าพ่อแม่ตายไปแล้วก็คือพ่อกับแม่จะมาหาเธอไม่ได้อีกแล้ว รู้แล้วว่าตอนนี้โลกของเธอมีเพียงพี่ชายคนเดียวที่เป็นญาติกันเท่านั้น


พี่ชายของเธอซุกหน้าลงบนที่นอน จากนั้นก็ปล่อยโฮออกมาจนเธอตกใจ เธอไม่เคยเห็นพี่ชายเป็นอย่างนี้มาก่อน
เธอเอื้อมมือน้อยๆไปลูบหลังพี่ชาย จากนั้นก็กอดพี่ชายเอาไว้แน่น เสมือนที่พ่อกับแม่เคยกอดเธออย่างนั้น
จากคืนวันนั้นมา เธอก็ได้แต่ติดตามพี่ชายไปทุกที่ เธอขอให้พี่ชายเป็นคนไปส่งโรงเรียน และไปรับกลับ

โรงเรียนมัธยมของพี่ชายอยู่ไกลออกไปจากหมู่บ้านมากพอสมควร ดังนั้น พี่ชายจึงต้องรีบไปส่งเธอแต่เช้า พอปั่นจักรยานไปถึงหน้าโรงเรียน เธอมักจะจับชายเสื้อของพี่ชายไว้แน่น เธอไม่อยากให้พี่ชายไปเรียนที่อื่น เธออยากให้พี่ชายเรียนที่โรงเรียนอนุบาลของเธอ เธอได้แต่เรียก
“พี่ๆ พี่อย่าทิ้งหนูนะ!”
จากคืนวันนั้น เธอไม่เคยร้องไห้หาแม่อีกเลย เธอไม่ดื้อหรือเอาแต่ใจตัวเองอีกแล้ว
เด็กน้อยไม่เคยบอกกับใครเลย ว่าตั้งแต่เธอรู้ว่าพ่อกับแม่ไม่มีวันจะกลับมาหาเธอได้อีกนั้น เธอรู้สึกหวาดกลัวเพียงใด และสิ่งที่เธอกลัวมากที่สุดก็คือ พี่ชายคนเดียวที่เธอหวังพึ่ง จะทิ้งเธอไปเหมือนกับพ่อและแม่อีก

ความรู้สึกหวาดกลัวนี้นี่เอง ที่ทำให้เธอ เด็กหญิงอายุเพียง6ขวบต้องทำตัวเป็นเด็กดี เป็นเด็กที่น่ารักของพี่ชาย แม้เธอจะพยายามเป็นเด็กที่น่ารักของพี่ชายยังไง อยู่มาวันหนึ่ง ต่งเสียวเป่าก็ทิ้งเธอไปโดยไม่บอกกล่าวเหมือนพ่อกับแม่อีกคน

เช้าของวันเสาร์หนึ่ง พี่ชายของเธอช่วยเปียผมให้เธอแบบที่เขาไม่เคยทำมาก่อน พี่ชายใช้เวลาไปเกือบครึ่งชั่วโมง จากนั้นก็ใส่เสื้อผ้าชุดใหม่เป็นชุดรวดเสื้อกับกระโปรงขาวล้วนให้แก่เธอ
พี่ชายพาเธอไปที่สวนสาธารณะหน้าหมู่บ้าน จากนั้นก็พาเธอไปเล่นม้าหมุนและเครื่องเล่นอีกมากมาย วันนี้พี่ชายใจดี ซื้อทั้งเกล็ดน้ำแข็งให้เธอกิน และขนมอีกมากมายยัดใส่กระเป๋าของเธอเต็มไปหมด
“เอาไว้กินเมื่อน้องหิวนะ เสี่ยวเป้ย”
เธอทั้งเล่นทั้งกินอย่างสนุกสนาน วันนี้เป็นวันที่เธอมีความสุขที่สุด สุขจนลืมคิดถึงพ่อแม่ ลืมความหวาดระแวง ลืมความกลัวที่เธอคิดไว้เสมอมา ค่ำวันนั้น เธอเล่นจนเพลียและก็นอนหลับไปบนบ่าของพี่ชาย
แต่ทว่า เช้าของวันรุ่งขึ้น เธอตื่นขึ้นมาในบ้านที่เธอไม่คุ้นเคย นี่ไม่ใช่บ้านของเธอ
“พี่ชายหนูอยู่ไหนๆ หนูจะไปหาพี่ชายของหนู ฮื่อๆ”
เธอวิ่งออกมาจากห้องที่นอนอยู่


คนข้างบ้านที่เธอเรียกว่าป้าบอกกับเธอว่า
“เสียวเป่าไปทำงาน ไม่ต้องร้องไห้นะ ต่อไปป้าจะดูแลหนูเอง”
จากวันนั้นเป็นต้นมา เธอก็อาศัยอยู่ที่บ้านของคนที่เธอเรียกว่าป้า
แม้เธอจะรู้ว่าลุงกับป้าเป็นเพื่อนรักของพ่อกับแม่ แต่เมื่อเธอรู้ว่าพี่ชายทิ้งเธอไปแล้ว ความรู้สึกเสียใจมันมากมายกว่าที่เธอรู้ว่าพ่อกับแม่ตายจากไปแล้วเสียอีก เพราะตอนนั้นเธอยังมีพี่ชายให้พึ่งพิง แต่นี่ พี่ชายที่เธอรักมากมาย กลับพาเธอมาขายให้ลุงกับป้าข้างบ้านอย่างนั้นเหรอ? พี่ชายเอาเงินที่ขายเธอหนีไปอยู่ที่อื่นแล้วหรือ พี่ชายไม่รักเธอแล้วใช่หรือเปล่า?

ความสูญเสียครั้งก่อน ทำให้เสี่ยวเป้ยปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ได้เร็วขึ้น ความรู้สึกนี้ แม้โตมาจนถึงวันนี้เธอก็ไม่เคยลืม ความรู้สึกที่เหมือนโลกนี้หมดสิ้นแล้วทุกสิ่ง ความรู้สึกหวาดกลัวที่มันบอกกับใครไม่ได้เลย...

เธอพยายามช่วยงานในบ้านของป้า ไม่ว่าจะเป็นซักเสื้อผ้า เธอรู้ ที่นี่ไม่ใช่บ้านของเธอ เธอไม่ดื้อและไม่เอาแต่ใจอีกต่อไป เพราะที่นี่ พวกเขาไม่ใช่ญาติของเธอ
เธอมีพี่ชายคนใหม่ซึ่งเป็นลูกของลุงกับป้า เขาแก่กว่าเธอ1ปี เขาซนมาก และมักจะรังแกเธอเสมอ เธอได้แต่อดทน ไม่กล้าบอกลุงกับป้าเพราะกลัวว่าจะไม่ได้อยู่บ้านหลังนี้อีกต่อไป

โชคดีที่ลุงกับป้ารักและเอ็นดูเธอมาก ท่านให้เธอเรียกพวกเขาว่าพ่อกับแม่
พ่อกับแม่คนใหม่ ซื้อชุดนักเรียนใหม่ให้เธอทุกปี มีอาหารอร่อยๆดีๆก็มักจะเหลือไว้ให้เธอกินเสมอ เธอรู้สึกรักและขอบคุณพ่อแม่คนใหม่มาก แต่สำหรับเธอ วันเวลามันช่างเดินช้าอะไรเช่นนี้

ค่ำวันหนึ่ง ตอนที่เธอช่วยแม่ปักผ้า จู่ๆแม่ก็บอกกับเธอว่า
“หลายปีมานี้ลูกไม่ถามหาพี่เสียวเป่าเลยนะ? แม่ไม่รู้ว่าพี่เสียวเป่าเลี้ยงดูหนูยังไง ตอนนั้นพี่เสียวเป่าเพิ่งอายุเพียง14เท่านั้นเอง”
เธอนิ่งไปครู่ใหญ่ พี่ชายทิ้งเธอไป5ปีแล้วสินะ ตอนนี้เธออายุได้11ปีแล้ว กำลังเรียนรู้ชั้น ป.4
เธอเม้มปากไปไว้แน่น ใช่สิ เธอจะคิดถึงพี่ชายที่ขายเธอไปทำไม เพราะทุกครั้งที่เธอคิดถึงพี่ชายก็มีแต่ความรู้สึกเกลียดชัง
“แม่คะ อย่าพูดถึงเขาอีกได้ไหมค่ะ!”
แม่บุญธรรมได้แต่ถอนหายใจ เดิมทีมีอะไรจะบอกเธอ แต่ดูท่าทางของเธอแล้ว ไม่น่าจะพูดได้ในตอนนี้
เธอวางผ้าลงและขอตัวเข้านอน

ใช้แล้ว เธอโกรธพี่ชายเหลือเกิน เธอไม่กลัวหรอกหากจะลำบาก ต้องอดมื้อกินมื้อ หรือไปขอข้าวใครกิน หรือจะไม่ได้เรียนหนังสือ จะไม่มีเสื้อผ้าดีๆใส่ เธอขอแค่ได้อยู่กับพี่ชายคนเดียวของเธอก็พอ แต่นี่อะไร พี่ชายกลับมาทำลายความหวังที่มีอยู่ริบหรี่ของเธอไปเสียหมดสิ้น เธอไม่มีทางจะให้อภัยพี่ชายได้หรอก!

ปีที่เธออายุได้16ปี เธอเป็นนักเรียนเรียนดีลำดับที่1ของห้องในระดับมัธยมปีที่3ที่กำลังจะเลื่อน ชั้นไปเรียนมัธยมปีที่4 ส่วนพี่ชายบุญธรรมก็กำลังเรียนจะเลื่อนไปเรียนในระดับมัธยมปีที่5
ปีต่อมา พี่ชายบุญธรรมต้องสอบเอ็นทรานส์ พ่อบุญธรรมตัดสินใจเช่าแผงขายผักในตลาด เพื่อหาเงินส่งพี่ชายเรียนต่อ
คืนวันนั้น ขณะที่เธอกำลังทำการบ้านอยู่ เกิดรู้สึกหิวน้ำขึ้นมา เธอเดินออกจากห้องเพื่อไปดื่มน้ำที่ห้องรับแขก เธอได้ยินเสียงแว่วออกมาจากห้องของพ่อแม่บุญธรรม
“ผมไม่สน ยังไงผมก็ต้องได้เรียนมหาลัย!”
“แกจะเรียนได้ยังไง นั่นมันไม่ใช่เงินของเรา เสี่ยวเป้ยเรียนดีกว่าแก น้องต้องเอ็นฯติดมหาลัยที่ดี”
เสียงของพ่อบุญธรรมไม่ดังนักแต่ก็พอที่เธอจะได้ยินอย่างชัดเจน
“แม่ไม่มีเงินพอที่จะส่งแกเรียนพร้อมๆกันทั้งสองคนหรอก เราไม่ได้มีเงินมากมาย แกก็รู้”
เสียงของแม่บุญธรรมดังขึ้น

เสียงของพี่ชายบุญธรรมพูดอะไรอีกมากมาย แต่เธอไม่อยากฟังแล้ว เธอรีบเดินเข้าห้องไปด้วยความรู้สึกหดหู่ใจ เธอตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว ยังไงก็ต้องให้พี่ชายบุญธรรมเป็นคนเรียน เธอจะไม่ยอมเรียนมหาลัยเป็นเด็ดขาด เมื่อเรียนจบมัธยมเธอจะออกหางานธรรม เพราะบุญคุณที่พ่อแม่บุญธรรมมีต่อเธอหลังจากพี่ชายใจดำขายเธอให้กับพวกเขา มันช่างมากมายจนไม่รู้จะทดแทนยังไงให้หมดได้

พี่ชายบุญธรรมสอบเอ็นฯไม่ติดที่ไหนเลย แต่พี่ชายก็จะขอให้พ่อกับแม่ส่งเรียนมหาลัยเอกชนซึ่งค่าเทอมแพงเหลือเกิน เมื่อตกลงกันไม่ได้ พ่อกับพี่ชายก็ทะเล่ากันอีก
“ยังไงพ่อก็จะให้เสี่ยวเป้ยเรียนมหาลัยให้ได้”
เสียงของพ่อบุญธรรมดังขึ้น จนพี่ชายต้องเดินหนีออกจากบ้านไป
“หนูไม่สอบค่ะพ่อ หัวเด็ดตีนขาดยังไงหนูก็ไม่เรียน!”
แม่บุญธรรมเดินตางเข้ามากอดเธอไว้
“เสี่ยวเป้ย ฟังแม่นะ จะยังไงหนูก็ต้อเรียน หนูรู้ไหม พี่เสียวเป่าส่งเงินค่าเทอมมาให้แม่แล้ว อย่าทำให้พี่เขาเสียใจเลยนะ พี่เขาหาเงินมาได้ไม่ง่าย!”
เธอยืนงงเหมือนมีอะไรมาตรึงเธอไว้ มันเป็นไปได้ยังไง คนที่ขายเธอให้กับพวกเขานะเหรอ ที่ส่งเงินค่าเรียนมาให้เธอ!

“ลูกรู้ไหม ทำไมพี่ชายของหนูถึงเอาหนูมาฝากไว้กับพ่อและแม่ ตอนนั้นเสียวเป่าอายุเพียงแค่14ปี เขารู้ว่าเขาไม่สามารถดูแลน้องที่อายุได้เพียง6ขวบได้ เขาจึงตัดสินใจขายบ้านเพื่อนำเงินมาฝากเป็นค่าเลี้ยงดูหนูไว้ที่พ่อกับแม่ พี่เขาบอกว่าพ่อกับแม่จะเลี้ยงดูหนูได้ดีกว่าเขา พี่เขาเชื่อว่าพ่อกับแม่จะรักหนูเหมือนกับที่เขารักหนู เช้าวันที่เขาจะจากหนูไป เขานั่งมองหนูหลับเป็นเวลานานกว่าครึ่งชั่วโมง ก่อนจะบอกพ่อกับแม่ทั้งน้ำตาว่า ป้าครับ ผมจะต้องทำงานหาเงินและเอาดีให้ได้ ถึงวันนั้น ผมจะมารับน้องของผมไปอยู่ด้วย ผมฝากน้องด้วยนะครับ”
“ตั้งแต่หนูเรียน ป.4 พี่เสียวเป่าก็ส่งเงินมาให้แม่เสมอ พ่อกับแม่ก็ได้เงินของเสียวเป่านั่นแหละที่ใช้ในชีวิตประจำวัน แม่ขอโทษนะลูก ที่แม่ไม่ได้ให้อะไรกับหนูเลย หนูต้องมาตกระกำลำบากกับแม่แท้ๆ ”
แม่บุญธรรมพูดอะไรต่อไปอีกไม่ได้ ได้แต่กอดเธอร้องไห้

ปีนั้น เธออายุได้17ปีพอดี
“พี่ชายของหนูอยู่ที่ไหน? พี่ของหนูเป็นยังไงบ้าง? หนูจะไปหาพี่เสียวเป่า แม่พาหนูไปหาพี่ได้ไหมค่ะ?”
คำพูดที่มันอัดแน่นในใจมาเป็นเวลาหลายปี พรั่งพรูออกมาจากปากของเธอ ทำนบแห่งความเกลียดชังมันพังทลายลงมาจนไม่เหลืออีกต่อไป
คนที่เธอคิดมาเสมอว่าขายเธอให้กับพ่อแม่บุญธรรม คนที่เธอคิดมาเสมอว่าทิ้งเธอไปโดยไม่ใยดี กลับเป็นคนที่คอยส่งเสียเธอมาโดยตลอดเช่นนั้นหรือ!
“พี่เสียวเป่าไม่เคยคิดที่จะทิ้งหนูใช่ไหมคะแม่? พี่ยังรักหนูใช่ไหมคะแม่?”

เงินที่ส่งมา ต้นทางคือเมืองกวางเจา ไม่มีที่อยู่ ตราประทับของไปรษณีย์เปลี่ยนที่ส่งแบบไม่ค่อยซ้ำกัน เธอตัดสินใจ จะต้องสอบเข้ามหาลัยที่กวางเจาให้ได้ เธอจะไปตามหาพี่ชายที่กวางเจาให้เจอให้ได้

และแล้วเธอก็สอบติดมหาวิทยาลัยในกวางเจา แต่บ้านเมืองที่กว้างใหญ่ขนาดนี้ เธอจะเริ่มต้นหาพี่ชายจากตรงไหน? มันไม่ต่างอะไรจากการงมเข็มในมหาสมุทร
ช่วงเวลานั้น พี่ชายของเธอยังคงส่งเงินค่าเทอมให้เธอไม่ขาดหาย

เมื่อเธอเรียนจบ เธอขอพ่อกับแม่หางานทำในเมืองกวางเจา
เธอเลือกที่จะทำงานขายประกัน เพราะมันเป็นงานที่สามารถออกไปตามหาลูกค้าในสถานที่ต่างๆได้

ในวันที่ความหวังแสนจะริบหรี่ จู่ๆเธอก็เห็นเรื่องราวของชายซ่อมรถจักยานแขนเดียวที่ถูกแชร์ต่อๆกันมาในเฟส บุก วินาทีที่เธอเห็นภาพของชายคนนั้น ที่กำลังใช้ปากงับเปลี่ยนยางรถจักยาน เธอก็ตะลึงงัน นั่นมันพี่เสียวเป่าของเธอนี่นา เธอจำแววตาที่เอาจริงเอาจังและคิ้วที่เชิดขึ้นสูงขอพี่ชายได้
“ทำไม่พี่เสียวเป่าจึงเหลือแขนแค่ข้างเดียว?”
เธออุทานขึ้น จากนั้นก็รีบคลิกเข้าไปอ่านเรื่องราวข้างใน
เธออ่านบทความนั้นทีละคำด้วยหัวใจที่แทบจะหยุดเต้น มันทั้งเจ็บปวดและบีบหัวใจของเธอเสียเหลือเกิน
“ต่งเสียวเป่า ชายผู้ไม่ยอมพ่ายแพ้ต่อโชคชะตา สูญเสียแขนข้างหนึ่งจากการถูกเครื่องจักรในโรงงานตัดขาดเมื่ออายุได้19ปี จนต้องกลายเป็นคนพิการตามท้องถนน พเนจรร่อนเร่ไปทั่วกวางเจา เก็บของเก่าขายประทังชีวิต ส่งหนังสือพิมพ์ตามบ้าน แจกใบปลิว เก็บหอมรอมริบจนสามารถเช่าแผงขายหนังสือและซ่อมรถจักรยานไปด้วย กำลังใจเดียวที่ทำให้ต่งเสียวเป่าสู้มาจนทุกวันนี้ คือน้องสาวคนเดียวอันเป็นสุดที่รักของเขา!”
เธออ่านมาถึงตรงนี้ ก็ยกคอมพิวเตอร์ขึ้นมากอดแนบอกและร้องไห้โฮ


ตอนที่เธอเดินมาหยุดยืนอยู่หน้าแผงขายหนังสือของต่งเสียวเป่า
พี่ชายของเธอกำลังเปลี่ยนยางรถจักรยานให้ลูกค้าคนหนึ่งอยู่ เขาใช้ปากและมืออย่างชำนาญการ เพียงครู่เดียว ก็เปลี่ยนยางรถจักรยานให้ลูกค้าเสร็จ
เธอยืนมองพี่ชายที่เหงื่อท่วมกายและใบหน้า เหงื่อที่หยดลงจากใบหน้าของพี่ชาย แข่งกับหยดน้ำตาของเธอที่ยืนร้องไห้อยู่ด้านหลัง เธอไม่เห็นอาการเหน็ดเหนื่อยของพี่ชายแม้แต่น้อย เธอเห็นเพียงความมุ่งมั่น เด็ดเดี่ยว และรอยยิ้มที่มีให้กับลูกค้าชายคนนั้น ภาพนั้นเหมือนกระชากเธอให้กลับไปเมื่อ18ปีที่แล้วอีกครั้ง พี่ชายคนดีที่พาเธอนั่งเล่นม้าหมุนและกินขนมอยู่ในสวนสาธารณะหน้าหมู่บ้าน

“คุณเป็นอะไรหรือเปล่าครับ? มีอะไรให้ผมช่วยไหม?”
ต่งเสียวเป่าถามหญิงสาวคนหนึ่งที่กำลังยืนร้องไห้มองเขาเป็นเวลานาน
เมื่อเขาเพ่งมอง เขาต้องตะลึงตัวชาวาบ หญิงสาวที่สวมชุดสีขาวที่กำลังยืนอยู่ต่อหน้าเขา ณ ตอนนี้
“คุณ..คุณ..คือ”
ภาพของเด็กผู้หญิงวัย6ขวบ ผุดขึ้นในห้วงความคิดของเขา พลันน้ำตาจากไหนก็ไม่รู้หยดลงจากตาหยดแล้วหยดเล่า เขายันตัวเองลุกขึ้นยืนด้วยอาการตัวสั่นเทา
“พี่คะ จำหนูได้ไหม หนูคือเสี่ยวเป้ยของพี่ไงคะ”
สองพี่น้องโผเข้าหากัน ต่างก็ร้องไห้และกอดกันเป็นเวลานานแสนนาน


0 comments:

แสดงความคิดเห็น