โง่มาตตั้งนาน บอกลา “หูด” เเละ “ตาปลา” ด้วยกระเทียมเเละเปลือกกล้วย…หายไวจริง ทำง่าย ราคาประหยัด…!!!




หูด ( Wart ) เกิดจากความไม่สมดุลของฮอร์โมนของร่างกาย เนื่องจากเชื้อไวรัสชนิดเอชพีวี (HPV)  เมื่อเชื้อไวรัสแทรกซึม เข้าสู่ใต้ชั้นเซลล์ผิวหนัง ก็จะเกิดการแบ่งตัวอย่างรวดเร็ว กลายเป็นหูดงอกออกจากผิวหนังส่วนนอก ซึ่งหูดสามารถเกิดขึ้นบริเวณใดของร่างกายก็ได้


โรคตาปลา  (Corn) คือ  การที่ผิวหนังด้านหนาและแข็งเนื่องจากแรงเสียดสีและแรงกด ตำแหน่งที่พบบ่อย ได้แก่ บริเวณฝ่าเท้าและนิ้วเท้า เนื่องจากการที่ใส่รองเท้าคบแน่นจนเกินไปและการที่ผิวหนังบริเวณเท้าแห้ง และขาดความชุ่มชื่นก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งของตาปลาได้ค่ะ


วิธีกำจัดหูด

วิธีที่ 1 กระเทียม + น้ำส้มสายชู

การกำจัดหูดด้วยกระเทียมถือเป็นวิธีธรรมชาติที่ดีที่สุดเเละง่ายมาก เพียงเเค่นำกระเทียมมาปอกเปลือกเเละหั่นเป็นเเว่น(ขนาดพอๆ กับหูดของคุณ) นำไปเเช่ในน้ำส้มสายชู โดยเทน้ำส้มสายชูให้ท่วม จากนั้นให้นำกระเทียมมาติดที่หูดเเละใช้พลาสเตอร์ติดเเผลปิดทับไว้ เเล้วทิ้งไว้ 1 คืน เช้าวันรุ่งขึ้นเราจะเห็นความเปลี่ยนเเปลงอย่างเเน่นอนค่ะ วิธีนี้สามารถทำได้ทุกวันจนกว่าหูดจะหาย ใช้เวลาไม่เกิน 2 – 3 สัปดาห์ หูดก็จะหายไปค่ะ

วิธีที่ 2 ใช้น้ำส้มสายชูแอปเปิ้ลไซเดอร์

การใช้น้ำส้มสายชูแอปเปิ้ลไซเดอร์เป็นหนึ่งในวิธีการรักษาหูดตามธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดสำหรับโรคผิวหนัง  แอปเปิ้ลไซเดอร์เป็นน้ำส้มสายชูมีสารที่ช่วยในการทำลายเชื้อแบคทีเรีย ขั้นเเรกให้ทำความสะอาดผิวหนังก่อน จากนั้นจึงนำสำลีไปเเช่หรือชุบในน้ำส้มสายชูแอปเปิ้ลไซเดอร์ให้ชุ่มเเล้วจึงนำมาแปะทับในบริเวณที่เป็นหูดเเล้วสวมถุงเท้าทับทิ้งไว้ข้ามคืนทำเป็นประจำรับรองบอกลาหูดได้เเน่นอน



วิธีที่ 3 เปลือกกล้วย
ชาว DeeDaily อาจจะประหลาดใจว่าใช้เปลือกกล้วยเเล้วจะเวิร์กมั้ย? ขอบอกเลยว่ามีหลายคนการันตีว่าได้ผลมานักต่อนักเเล้ว วิธีการก็ง่ายมากค่ะ เพียงเเค่ใช้เปลือกกล้วยด้านในมาถูบริเวณผิวหนังที่เป็นหูด เเล้วแปะทิ้งไว้โดยใช้ผ้าพันเเผลหรือพลาสเตอร์ติดทับไว้ตอนกลางคืนก่อนเข้านอนเเล้วมาล้างออกในตอนเช้า ทำซ้ำได้ทุกวัน จะช่วยให้หูดลอกออกมาเร็วขึ้น เเละไม่เกิน 1 สัปดาห์เห็นผลเเน่นอนค่ะ

สำหรับวิธีการรักษา “ตาปลา” อาจจะต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญในกรณีที่รากของตาปลาอยู่ลึกมาก เเต่เพื่อนๆ สามารถป้องกันได้ด้วยการดูเเลเท้าไม่ให้เเห้งหรือเสียดสีกับรองเท้ามากจนเกินไปค่ะ


ที่มา : http://www.khaoden.com/

0 comments:

แสดงความคิดเห็น